ufa1688 ฟานไดจ์คนั้น ได้เริ่มต้นฟุตบอลของเขาในระดับเยาวชน ในเมือง เบรดา ประเทศ เนเธอร์แลนด์ โดยเขานั้นได้เล่นให้กับสโมสร วิลเลี่ยม ทเว ทู ในบ้านเกิดของเขานั่นเอง ซึ่งช่วงเวลานั้น เขาได้ทุ่มเทให้กับทีมมาก ๆ ทั้งกายและใจ เป็นเวลากว่า 10 ปีมาแล้ว

สุดท้ายเขานั้นก็ต้องเสียใจ ที่สโมสรของเขา ที่ได้ทุ่มเทนั้น กลับคิดว่าเขานั้นไม่มีค่า และคิดว่าเขาจะไม่มีอนาคตในการค้าแข้งฟุตบอล ซึ่งนั่นจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ชีวิตเขาต้องตัดสินใจกับตัวเอง ว่าจะอยู่หรือว่าจะไป ซึ่งสุดท้ายแล้วทำให้เขาตัดสินใจหันหลังให้กับทีม วิลเลี่ยม ทเว ทู

และมั่นใจว่ายังมีทีม ที่เห็นแววของเขา อย่างทีม Scheveningen ซึ่งคนที่เห็นแววของเขา นั่นก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหน เขาเป็นคนที่คุมทีม Netherland ในทุกวันนี้นี้ชื่อของเขาคือ คูมัน นั่นเอง ซึ่งคูมันนั้น ก็ได้เห็นแววในตัวของ ฟานไดจ์ค และได้นิยามเขาประมาณว่า “เขาเป็นเพรชน้ำงามจริง ๆ เพียงแต่ว่าเขานั้น เพียงแค่ยังไม่ได้ถูก เจียระไน ก็เท่านั้น ซึ่งหากได้รับการเจียระไนแล้ว เขาจะต้องเป็นเพรชที่งดงามอย่างแน่นอน”

ดังนั้นทาง คูมัน จึงได้ทุ่มเทให้กับ ฟานไดจ์ค ในการอยู่กับทีม Scheveningen ในตอนนั้นนั่นเอง ความสามารถของเขาก็ได้เปิดบอก ซึ่งต้องบอกเลยว่า มันเป็นการจุดประกายความสามารถในตัวเขา และคนในทีมได้บอกกับตัวของเขาว่า

“พวกเรารู้เลยว่า ฟานไดจ์คเขาเป็นคนที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ คนหนึ่งเลยในทีม เขาทั้งเก่งกาจ ในการเล่นบอลกลางอากาศ และความสามารถในการผ่านบอลอีก เขายอดเยี่ยมจริง ๆ เป็นกองหลังที่แข็งแกร่งที่สุด ที่พวกเขาเคยร่วมเล่นด้วย ”
ซึ่งก็บอกเลยว่า ทั้งหมดที่ทีม Scheveningen ได้พูดมานั้นไม่ผิดแต่อย่างใด สิ่งที่เราเห็นกันอยู่ในทุกวันนี้นั้น ก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ฟานไดจ์คเขาได้แสดงสิ่งที่ผ่านมา ได้อย่างสุดยอดจริง ๆ เพราะเราจะเห็นได้ว่า  Stats การเล่นลูกบอลกลางอากาศของเขานั้น สามารถเก็บบอลจากคู่ต่อสู้ได้ แทบจะทุกลูกตลอดการเล่นให้กับทีม หงแดง เลยทีเดียว และยังรวมถึงการวางบอลอีกด้วย

แต่หลังต่อไปไม่นาน ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ซึ่งจู่ ๆ ทางฟานไดจ์ ก็เกิดปวดท้องขึ้นมาขณะที่ซ้อมอยู่นั่นเอง ซึ่งทางทีมผู้ช่วยแพทย์นั้น ได้แนะนำให้ทางนักเตะหยุดพักก่อน แต่ทางฟานไดจ์ ก็ได้ปฏิเสธ และยังคงซ้อมต่อไป และเมื่อเวลาผ่านไปที่สุดท้ายแล้ว ทางตัวเขาก็ไม่สามารถทนพิษบาดแผลไปได้ จนได้เพื่อนในทีมช่วยพาไปหาหมอ ซึ่งพอคุณแม่ของฟานไดจ์คได้ทราบข่าว ก็รีบไปพบเขาและเห็นสภาพที่ย่ำแย่มาก ๆ ของลูกชาย เมื่อไปหาหมอนั้นก็ทราบว่า ทางนักเตะนั้นได้เป็น ไส้ติ่งแตก และได้รับการผ่าตัดได้ทันท่วงทีไป ทำให้ฟานไดจ์นั้น รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาก ๆ ที่รอดมาได้ นั่นเป็นเหตุการณ์หนึ่งในชีวิตที่ทางตัวเขาได้พูดว่า เขาโชคดีมาก ๆ จริง ๆ

หลังต่อไปเพียงไม่นาน ฝีมือของฟานไดจ์ ก็ทำให้เขานั้นกลายเป็นตัวหลักให้กับสโมสร และก็สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอด จนทำให้เป็นที่ต้องการของสโมสรต่างแดน อย่างทีม ไบรตัน ของ England  ที่ได้เข้ามาติดต่อขอซื้อ แต่ก็โดนฟานไดจ์ ปฏิเสธไป เพราะเนื่องจากว่า เขาต้องการเล่นให้กับทีมยักใหญ่ ในลีค ฮอนแลนด์ นั่นเอง

โดยต้องบอกเลยว่า ระยะเวลาที่เขาได้อยู่กับทีม Scheveningen ก็ทำให้ฝีเท้าของเขาเกินกว่าที่จะอยู่กับทีมต่อไป ซึ่งทางเขาได้ให้ทางสโมสรช่วยไปติดต่อกับทางทีมยักใหญ่ อย่างทีม PSV และ Ajax แต่ก็โดยปฏิเสธไปแบบไร้เยื่อใย จนทางฟานไดจ์ คิดว่าคงจะหมดหวังแล้วที่เขานั้นจะได้เล่นกับทีมที่เขาต้องการ ซึ่งสุดท้ายแล้วเขาก็ได้ตัดสินใจ ย้ายไปอยู่กับทีมยักใหญ่ในลีค Premiership ทีม Celtic ของประเทศ Scotland แทนในปี 2013 ด้วยค่าตัว 2.6 ล้านปอนด์ และความฝันของเขาที่จะได้เล่นบอลในทีมยักใหญ่ ของประเทศบ้านเกิดก็ได้จบลงไปนั่นเอง

ซึ่งต้องบอกเลยว่า หลังจากที่เล่นให้กับ Celtic กว่าที่เขาจะปรับตัวได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ตัวของเขานั้นแทบที่จะไปไม่รอดในฤดูการแรก แต่นั่นก็เป็นแค่การปรับตัว เมื่อฤดูกาลที่ 2 ได้เริ่มขึ้นให้กับทีม Celtic เขาก็สามารถทำโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดอีกครั้ง จนทำให้เป็นที่มีความสนใจกับทีมต่าง ๆ หลากหลาย หนึ่งในนั้นที่ได้ตัวเขาไปนั่นก็คือ ทีมจากฝั่งประเทศ England นั่นเอง

ในปี 2015 ฟานไดจ์คก็ได้รับข้อตกลงจากทีม เซาแทมป์ตัน ด้วยค่าตัวที่เพิ่มขึ้นเป็น 13 ล้านปอนด์ ในสัญญา 5 ปี มั่นใจว่าการมาของเขานั้น สามารถยกระดับให้กับทีมได้ดีพอสมควร จนทำให้เขาเป็นที่หมายตาของทีมยักใหญ่ของโลก อย่างทีม หงส์แดงลิเวอร์พูล

ซึ่งสุดท้ายแล้วเขาก็ได้ย้ายออกจากทีม เซาแทมป์ตัน ไปสู่ทีม หงส์แดงลิเวอร์พูล ในปี 2018 ด้วยค่าตัวระดับโลกของกองหลังในตอนนั้นด้วยราคา 75 ล้านปอนด์ และได้เป็นสุดยอดกองหลังพร้อมกับเป็นกัปตันทีมชาติ ฮอนแลนด์ ในทุกวันนี้

ฟานไดจ์คนั้น ได้เริ่มต้นฟุตบอลของเขาในระดับเยาวชน ในเมือง เบรดา ประเทศ เนเธอร์แลนด์ โดยเขานั้นได้เล่นให้กับสโมสร วิลเลี่ยม ทเว ทู ในบ้านเกิดของเขานั่นเอง ซึ่งช่วงเวลานั้น เขาได้ทุ่มเทให้กับทีมมาก ๆ ทั้งกายและใจ เป็นเวลากว่า 10 ปีมาแล้ว

สุดท้ายเขานั้นก็ต้องเสียใจ ที่สโมสรของเขา ที่ได้ทุ่มเทนั้น กลับคิดว่าเขานั้นไม่มีค่า และคิดว่าเขาจะไม่มีอนาคตในการค้าแข้งฟุตบอล ซึ่งนั่นจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ชีวิตเขาต้องตัดสินใจกับตัวเอง ว่าจะอยู่หรือว่าจะไป ซึ่งสุดท้ายแล้วทำให้เขาตัดสินใจหันหลังให้กับทีม วิลเลี่ยม ทเว ทู

และฟันธงว่ายังมีทีม ที่เห็นแววของเขา อย่างทีม Scheveningen ซึ่งคนที่เห็นแววของเขา นั่นก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหน เขาเป็นคนที่คุมทีม Netherland ในทุกวันนี้นี้ชื่อของเขาคือ คูมัน นั่นเอง ซึ่งคูมันนั้น ก็ได้เห็นแววในตัวของ ฟานไดจ์ค และได้นิยามเขาประมาณว่า “เขาเป็นเพรชน้ำงามจริง ๆ เพียงแต่ว่าเขานั้น เพียงแค่ยังไม่ได้ถูก เจียระไน ก็เท่านั้น ซึ่งหากได้รับการเจียระไนแล้ว เขาจะต้องเป็นเพรชที่งดงามอย่างแน่นอน”

ดังนั้นทาง คูมัน จึงได้ทุ่มเทให้กับ ฟานไดจ์ค ในการอยู่กับทีม Scheveningen ในตอนนั้นนั่นเอง ความสามารถของเขาก็ได้เปิดบอก ซึ่งต้องบอกเลยว่า มันเป็นการจุดประกายความสามารถในตัวเขา และคนในทีมได้บอกกับตัวของเขาว่า

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *