ufa1688  ปลายชีวิตค้าแข้ง 1996–2000
รัชต้องกล่าวอำลาถิ่นแอนฟิลด์ในวันที่ 20 พฤษภาคม 1996 เมื่อเขาย้ายไปร่วมทีมลีดส์ ยูไนเต็ด รัชที่ล่วงเลยจุดสุดยอดมาแล้วยิงได้ 3 ประตูจากการลงเล่น 36 นัดในพรีเมียร์ลีก และถูกปล่อยตัวเมื่อจบฤดูกาล

ในฤดูกาล 1997-1998 เขาย้ายไปร่วมทีม นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดในสัญญาระยะสั้น 1 ปี และช่วงหลังคริสต์มาสเขาต้องสูญเสียตำแหน่งตัวจริงในทีม เมื่ออลัน เชียเรอร์ หายจากอาการบาดเจ็บ อย่างไรก็ตามเขายิงประตูสำคัญให้ทีมได้ในนัดที่ชนะเอฟเวอร์ตัน 1-0 ในเอฟเอคัพ รอบ 3 ซึ่งเป็นประตูที่ 43 ของเขาในรายการนี้

เขาย้ายไปร่วมทีมเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดในแบบยืมตัวในช่วงสั้นๆ ก่อนจะย้ายไปเล่นให้เร็กซ์แฮมด้วยอายุ 37 ปี รัชลงสนามในลีก 18 นัดแรกแต่ยิงประตูไม่ได้และย้ายไปเล่นตำแหน่งกองกลางจบจบฤดูกาล และเขาเลิกเล่นฟุตบอลอย่างเป็นทางการที่ออสเตรเลียกับทีมซิดนี่ย์ โอลิมปิกในปี 2000 ในวัย 38 ปี

ผู้จัดการทีมเชสเตอร์ ฤดูกาล 2004–2005
หลังจากทำหน้าที่โค้ชตำแหน่งกองหน้าให้ลิเวอร์พูลภายใต้การคุมทีมของเชราร์ อุลลิเย่ร์ ในปี 2003 เขาทำหน้าที่ผู้จัดการทีมเป็นครั้งแรกกับสโมสรเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งในขณะนั้นเป็นทีมที่ลงเล่นในลีกทู เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2004 โดยสโมสรต้องพบงานช้างหลังจากกลับคืนสู่ฟุตบอลลีกอีกครั้ง และรัชต้องพบกับความยากลำบากในอาชีพนี้เมื่อนำทีมออกไปแพ้ 3-1 ต่อบอสตัน ยูไนเต็ดในการคุมทีมนัดแรกของเขา และหลังจากนั้นทีมของเขาก็ไม่แพ้ใครนานถึง 2 เดือน และทีมเข้าสู่เอฟเอคัพรอบ 3 แต่อย่างไรก็ตามเขายังคงถูกตั้งคำถามจากมาร์ค ลอว์เรนสันนักวิจารณ์ชื่อดังซึ่งเคยเป็นอดีตเพื่อนร่วมทีมลิเวอร์พูลของเขา ถึงประสบการณ์ในการเป็นโค้ชและความสามารถในการวางแทคติก

หลังจากที่รัชปฏิเสธการทำหน้าที่คุมทีมชาติเวลส์ในวันที่ 1 พฤศจิกายน ปี 2004 ทีมของเขาก็มีผลงานย่ำแย่ลงอย่างมาก และรัชถูกวิจารณ์ถึงแทคติกการเล่นที่เน้นการใช้พละกำลังและการโยนบอลยาวของเขา ต่อมาเขาถูกกดดันจากประธานสโมสร หลังจากที่ออกไปแพ้ให้กับทีมเพื่อนบ้านอย่างชรูว์สบิวรี่ ทาวน์แบบน่าอับอายถึง 5-0 ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2005 แต่เขาก็ยังไม่ลาออก และเมื่อทีมแพ้ต่อดาร์ลิงตัน 1-0 ในเดือน เมษายน รัชก็ถึงคราวต้องลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อผลงานที่ย่ำแย่ของทีม

บทบาทอื่นๆตั้งแต่ปี 2005 ถึงปัจจุบัน
ในปี 2005 รัชในวัย 43 ปี ทบทวนการกลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้งกับสโมสรเดอะ นิว เซนต์ส หลังจากที่ทีมจากเวลส์ทีมนี้สามารถยันเสมอกับลิเวอร์พูลในรอบคัดเลือกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกได้ แต่ต่อมาความคิดนี้ได้ถูกคัดค้านจากหลายๆฝ่าย

เดือนพฤศจิกายน ปีเดียวกัน เอียน รัช ก็ได้เข้ามาทำงานในแวดวงโทรทัศน์ในบทบาทของผู้วิเคราะห์เกมส์ทางสถานีอีเอสพีเอ็น และเขายังรับบทเป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้รายงานข่าวทางสกาย สปอร์ตอีกด้วย

ในวันที่ 27 เมษายน 2006 รัชลงสนามในแมตช์ฟุตบอลการกุศล มาริน่า-ดัลกลิช โดยเป็นการลงแข่งขันของทีมคู่ชิงชนะเลิศเอฟเอคัพปี 1986 คือลิเวอร์พูลกับเอฟเวอร์ตัน ซึ่งการแข่งขันดังกล่าวเป็นการหารายได้ช่วยเหลือเกี่ยวกับการวิจัยมะเร็งเต้านม เมื่อมาริน่าภรรยาของเคนนี่ ดัลกลิชล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม

ปี 2006 เอียน รัชได้รับเลือเข้าสู่หอเกียรติยศของฟุตบอลอังกฤษจากความสำเร็จที่เขาได้รับในสนามฟุตบอล

นอกจากนี้รัชยัง รับใช้ลิเวอร์พูลโดยการลงเตะแมตช์พิเศษเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ให้สโมสรในทีมชุดต่างๆ เช่นทีมลิเวอร์พูลชุดโอลด์ บอยและชุดมาสเตอร์ 5 เอ-ไซด์

วันที่ 21 สิงหาคม 2008 เอียน รัช ออกหนังสืออัตชีวประวัติของตนเองในชื่อหนังสือว่า Rush: The Autobiography

ผลงานในฐานะผู้เล่น
แชมป์ลีกสูงสุด ฤดูกาล 1981-1982, 1982-1983, 1983-1984, 1985-1986 และ 1989-1990 (ลิเวอร์พูล)
แชมป์เอฟเอคัพ ปี 1986, 1989, 1992 (ลิเวอร์พูล)
แชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ (ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก) ปี 1984 (ลิเวอร์พูล)
แชมป์ลีกคัพ ปี 1981, 1982, 1983, 1984, 1995 (ลิเวอร์พูล)
แชมป์แชริตี้ ชิลด์ ปี 1982, 1986 (แชมป์ร่วม), 1989, 1990 (แชมป์ร่วม) (ลิเวอร์พูล)
สกรีน สปอร์ต ซูเปอร์ คัพ 1987 (ลิเวอร์พูล)
นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ 1984 (ลิเวอร์พูล)
นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของสมาคมผู้สื่อข่าวอังกฤษ 1984 (ลิเวอร์พูล)
รางวัลรองเท้าทองคำ 1984 (ลิเวอร์พูล)

สถิติ
ผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลอันดับที่ 2 ในถ้วยเอฟเอคัพ และสูงที่สุดในเอฟเอคัพ ศตวรรษที่ 20 ที่จำนวน 44 ประตู (39 ประตู กับลิเวอร์พูล, 4 ประตู กับเชสเตอร์ ซิตี้, 1 ประตูกับนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด) โดยเขาเป็นรองเฮนรี่ เคอร์ชาม ของนอตตส์ เคาน์ตี้ เจ้าของสถิติอันดับ 1 ที่ยิงในถ้วยนี้ไปถึง 49 ประตู ระหว่างปี 1877 ถึง 1888
ยิงประตูในเอฟเอคัพนัดชิงชนะเลิศ 5 ประตู
เจ้าของสถิติร่วม ยิงประตูในลีกคัพมากที่สุดที่ 49 ประตู (48 ประตู กับลิเวอร์พูล), โดยเป็นสถิติร่วมกับเซอร์ เจฟฟ์ เฮิร์ส
ผู้เล่นคนแรกที่ชนะเลิศลีกคัพ ถึง 5 สมัย
ยิงประตูสูงสุดในทีมชาติเวลส์ ที่ 28 ประตู
ยิงประตูมากที่สุดอันดับ 1 ของลิเวอร์พูลเมื่อรวมทุกรายการ ที่ 346 ประตู
ยิงประตูเฉพาะในลีกให้ลิเวอร์พูลมากเป็นอันดับ 3 ที่ 229 ประตู ตามหลังโรเจอร์ ฮันท์ (245 ประตู) และ กอร์ดอน ฮอดจ์สัน (233 ประตู)
ยิงประตูมากที่สุดในเมอร์ซี่ไซด์ ดาร์บี้แมตช์ที่ 25 ประตู
สถิตินักเตะที่ขายได้ราคาแพงที่สุดของ สโมสรเชสเตอร์ ซิตี้ที่ 300,000 ปอนด์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *