ประวัติดิดิเยร์ดร็อกบา
ประวัติ : นับตั้งแต่ย้ายมาเป็นสมาชิกในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ เมื่อปี 2004 ดร็อกบา ก็แปลงเป็นหนึ่งในศูนย์หน้า ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในยุโรป และเป็นกำลังสำคัญ ที่ช่วยให้เชลซีผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก มาครองได้ถึง 2 สมัยด้วย    ufa1688 

หัวหอกทีมชาติไอวอรี่โคสต์ ที่สื่อเรียกขานกันว่า “The Drog” เป็นนักเตะที่ถือว่าแจ้งเกิดค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับผู้เล่นส่วนใหญ่ที่ชอบเริ่มเจิดจรัสกันตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นอย่างไรก็ตาม แม้อายุจะใกล้แตะเลข 3 เข้าไปทุกขณะ แต่ ดร็อกบา ก็ยังมีและความเร็ว ความหนักแน่น และความทุ่มเท ที่พร้อมจะสร้างความหนักใจให้กองหลังทีมคู่แข่งได้เสมอ จนมีข่าวว่า บาร์เซโลน่า ยักษ์ใหญ่ของสเปน พร้อมจะทุ่มเงินก้อนโตเพื่อให้ดึงไล่ตาข่าย

ดร็อกบา ระเบิดฟอร์มได้สุดยอดในฤดู 2006/07 เมื่อเหมาคนเดียวถึง 33 ประตูรวมทุกรายการ และทำให้เขาแปลงเป็นนักเตะที่ทำประตูให้เชลซีได้มากที่สุด นับตั้งแต่ที่ เคอร์รี่ ดิ๊กสัน เคยทำได้ในฤดู 1984/85 และ 20 ประตูที่ทำได้ในลีก ก็ทำให้เขาคว้ารางวัลรองเท้าRelated imageทองของพรีเมียร์ชิพไปครองนอกจากนั้น การลงสนามทั้งหมด 60 นัด ยังทำให้เขาเป็นนักเตะที่ลงสนามต่อซีซั่นมากที่สุดเป็นชั้น 2 ในประวัติศาสตร์สโมสรด้วยไม่ก็แค่จะทำประตูได้อย่างสม่ำเสมอเพียงแค่นั้นดร็อกบา ยังชอบเป็นคนทำประตูสำคัญๆ ซึ่งรวมทั้งการเหมาคนเดียว 2 ลูกให้ “สิงห์บลูส์” เอาชนะ อาร์เซน่อล 2-1 พร้อมกับคว้าแชมป์คาร์ลิ่ง คัพ ไปครองในปี 2007, ทำประตูได้ในเกมที่พบกับ บาร์เซโลน่า ทั้งเหย้าและเยือน ก่อนจะแปลงเป็นนักเตะจากทวีปแอฟริกาคนแรก ที่ทำประตูในรอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ ได้ ซึ่งเป็นประตูชัยที่ทำให้เชลซี เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงต่อเวลาพิเศษดร็อกบา ย้ายจาก โอลิมปิก มาร์กเซย มาร่วมทีมเชลซี ในช่วงซัมเมอร์ปี 2004 ด้วยค่าตัว 24 ล้านปอนด์ (ราว 1,680 ล้านบาท) พร้อมกับตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของลีก เอิง ฝรั่งเศส เป็นเครื่องการันตีทักษะ

นักเตะผู้พาไอวอรี่โคสต์ได้ร่วมสังฆกรรมในศึกบอลโลกรอบสุดท้ายเมื่อปี 2006 ย้ายจากทวีปแอฟริกา มาอยู่ที่ฝรั่งเศส ตั้งแต่ยังเด็ขวาภายหลังที่ได้เล่นให้กับสโมสรเล็กๆ มาแล้วหลายครั้ง ดร็อกบา ก็ตัดสินใจที่จะปฏิเสธข้อเสนอการทดสอบฝีเท้ากับปารีส แซงต์ แชร์กแมง ก่อนจะร่วมทีม เลอ ม็องส์ ในดิวิชั่น 2 ของเมืองน้ำหอม และเลื่อนขึ้นมาเล่นในลีก เอิง กับ แก็งก็องการทำได้ 17 ประตูในฤดู 2002/03 ได้เตะตาโชเซ่ มูรินโญ่ ที่ขณะนั้นยังเป็นผู้จัดการทีมของปอร์โต้ ทว่า ทีมดังของโปรตุเกส ไม่มีเงินพอที่จะซื้อ ดร็อกบา มาร่วมล่าตาข่ายได้ ก่อนที่เจ้าตัวจะตัดสินใจย้ายซบ มาร์กเซยในฤดูที่ 2 กับโอแอ็ม หัวหอกไอวอรี่โคสต์ ก็ซัดไป 18 ประตูจากการลงสนามในลีก 35 นัด และทำได้ 6 ประตูในการแข่งขันยูฟ่า คัพ ซึ่งมาร์กเซย ทะยานเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศจากนั้น “เดอะ ดร็อก” ก็ได้เซ็นสัญญากับ เชลซี ซึ่งมี มูรินโญ่ เป็นนายใหญ่ของทีม และแปลงเป็นกำลังสำคัญในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ นับตั้งแต่ฤดู 2004/05 จวบจนถึงปัจจุบัน

นอกจากจะเป็นศูนย์หน้าที่เชลซีแทบจะขาดไม่ได้แล้ว ดร็อกบา ยังเป็นกัปตันทีมชาติไอวอรี่โคสต์ด้วย และผลงานที่ยอดเยี่ยมของเขาก็ทำให้ได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของทวีปแอฟริกาปี 2006 ไปครอง โดยเขาติดทีมชาติเป็นนัดแรก ในเกมที่เสมอกับแอฟริกาใต้ 0-0 เมื่อRelated imageวันที่ 8 กันยายน 2002 และเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของทีม “ช้างดำ” เวลานี้หลังทำไปแล้ว
ดิดิเยร์ ดร็อกบา นักเตะเจ้าของฉายา “เจ้าแมลงสาบ” ประกาศรีไทร์จากแวดวงบอลหลังจบฤดู 2018/19 นอกจากฝีเท้าในการเล่นบอลแล้ว เรื่องราวชีวิตของ ดิดิเยร์ แปลงเป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วโลกอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านการศึกษา และฐานะคนที่มีส่วนช่วยยุติสงครามกลางเมืองในประเทศ

‘ติโต้’ หรือแปลเป็นไทยว่า เจ้ายักษ์ คือฉายาในวัยเด็กของ ดิดิเยร์ ดร็อกบา เขาเกิดตอนวันที่ 11 มีนาคม 1978 ที่เมืองอาบีจาน ประเทศโกตดิวัวร์ หรือ ไอเวอรี่โคสต์ ดิดิเยร์เติบโตมาในหมู่บ้านที่ยากจน ช่วงชีวิตในวัยเด็กของเขาต้องอยู่ท่ามกลางผู้คนที่หิวโหย และอดอยาก ซึ่งนั่นรวมไปถึงครอบครัวของเขาด้วย

ช่วงนั้นเศรษฐกิจของโกตดิวัวร์อยู่ในสภาวะวิกฤต ประชาชนกว่าพัน ๆ คน ต้องอพยพไปฝรั่งเศส ที่ซึ่งเปรียบเหมือนทุ่งหญ้าเขียวขจีของเหล่าคนอพยพ ร่างกายของดิดิเยร์ หยุดรุ่งโรจน์เติบโต อันเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ พ่อแม่ของเขาก็ตกงาน แถมเงินที่จะซื้อข้าวกินก็ยังไม่มี แหล่งเงินเดียวที่คอยผดุงชีพครอบครัวนี้เอาไว้ได้ก็มาจากลุงแท้ ๆ ของเขา มิเชล โกบา นักเตะเชื้อสายโกตดิวัวร์ ที่อาศัยอยู่ที่ฝรั่งเศส (ในเวลานั้นฝรั่งเศสมีนักเตะผิวสีที่เป็นคนอพยพจำนวนมาก)

โกบาคิดแผนกลับบ้านเกิด และกะจะพาดิดิเยร์ในวัย 5 ขวบและเหล่าพี่น้อง ๆ กลับมาฝรั่งเศสไปด้วยกัน โดยหวังลึก ๆ ว่ามันจะทำให้ชีวิตของทุกคนดีขึ้นได้ แต่แผนการของโกบาก็ล่มไม่เป็นท่าเพราะวีซ่าเดินทางกลับโกตดิวัวร์ของเขาถูกกงสุลของฝรั่งเศสปฏิเสธ ทางเลือกเดียวของเขาในตอนนั้นคือ ส่งเงินกลับไปให้ครอบครัวดร็อกบาเพื่อให้ทำวีซ่าเข้าฝรั่งเศส กับเงื่อนไขที่ว่าเงินจำนวนดังกล่าวมาแล้วข้างต้นพอสำหรับคนเดียวเท่านั้น

หลังจากปรึกษาหารือกัน ครอบครัวดร็อกบาตัดสินใจให้ ‘ดิดิเยร์’ ลูกชายตัวเล็กเป็นตัวแทนของครอบครัวเดินทางไปฝรั่งเศส การเดินทางคนเดียวเป็นสิ่งที่ดิดิเยร์กลัว เขาในตอนนั้นคือเด็กตัวเล็กๆ จน ๆ คนที่ไม่เคยเห็นเรือบินมาก่อนทั้งชีวิต แถมต้องทิ้งบ้านเกิดเพื่อให้อนาคตของตน (ครอบครัว)

ก่อนออกเดินทาง แม่ของดิดิเยร์นำป้ายที่เขียนข้อความว่า ‘ ดิดิเยร์ ดร็อกบา มาเพื่อให้พบมิเชล โกบา ในปารีส’ มาห้อยที่คอของเขาไว้ ผู้คนในสนามบินต่างพากันแปลกใจต่อพฤติกรรมของครอบครัวดร็อกบา ทุกคนต่างคิดว่า “ครอบครัวนี้เป็นบ้าอะไรถึงปล่อยให้เด็กตัวเล็ก ๆ ไปเผชิญชีวิตตัวคนเดียว”

ที่สนามบินชาร์ลส์ เดอ โกล เด็กน้อยดิดิเยร์ เดินก้มหน้าไปหาลุงของเขาที่รออยู่ ตอนนี้ในหัวของเขาเต็มไปด้วยคำถามและความกดดัน “ทำไมต้องเป็นเรา” 

หลายเดือนต่อมาภายหลังที่เขาเริ่มปรับตัวในเมืองหลวงของฝรั่งเศสได้ คำถามที่ไม่ได้รับการตอบก็ค่อย ๆ คลี่คลายออกมา ครอบครัวดร็อกบาอยากให้ดิดิเยร์เดินทางไปฝรั่งเศสเพื่อให้โฟกัสกับการเรียนและด้านวิชาการแค่นั้นพวกเขาเชื่อว่าความรู้จะช่วยให้ความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม โกบา ไม่คิดเช่นนั้น เขาเห็นแววและต้องการให้ดิดิเยร์ กลายมาเป็นนักเตะอาชีพเหมือนกับเขา โกบา พาดิดิเยร์เดินไปสมัครตามศูนย์ฝึกบอลต่าง ๆ และดูเหมือนว่าดิดิเยร์ก็เริ่มชอบบอลเรื่อย ๆ แล้ว

ความเห็นที่ไม่ตรงกันกันเกี่ยวกับอนาคตของเด็กน้อยดิดิเยร์ ระหว่างครอบครัวดร็อกบา และโกบา ได้ตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ แต่สุดท้ายทั้งสองข้างก็ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ดิดิเยร์จะได้เล่นบอลต่อ แต่ต้องควบคู่ไปกับการเรียนวิชาการด้วย สิ่งนี้ส่งผลให้ ดิดิเยร์ ต้องออกจากโรงเรียนบอล และหันมาเรียนวิชาการมากขึ้น แม้จะได้เล่นกับทีมเยาวชนของโรงเรียนอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกดีเหมือนตอนที่ได้อยู่กับบอลตลอดเวลา บวกกับการที่ต้องจากครอบครัวมาไกลนั่นทำให้เขาเริ่มมีอาการนึกถึงบ้าน

“ผมจำเวลาช่วงที่อยู่ฝรั่งเศสใหม่ ๆ ได้ ผมร้องไห้ทุกวัน แต่นั่นไม่ใช่เพราะอยู่ฝรั่งเศสนะ ผมสามารถอยู่ที่ไหนก็ได้ แต่ลึก ๆ มันเป็นเพราะผมต้องห่างบ้านมาไกลมาก ๆ และผมก็นึกถึงพวกเขา (ครอบครัว) มาก”
ในฤดู 2006/07 การย้ายไปร่วมทีมนิวคาสเซิ่ล ของ เดเมี่ยน ดัฟฟ์ ทำให้ดร็อกบาได้เปลี่ยนหมายเลขเสื้อของตนจากเดิมหมายเลข 15 เป็นหมายเลข 11 และในฤดูนี้เขาก็ทำประตูได้มากเหลือเชื่อด้วยจำนวน 33 ประตูในทุกรายการ (มากกว่า 2 ปีที่ผ่านมารวมกันเสียอีก) ทั้งได้ดาวซัลโวพรีเมียร์ ลีก ฤดูนี้อีกด้วย

 

แต่ในฤดู 2007/08 ดร็อกบา ก็ไม่ได้โชว์ฟอร์มเด่นอย่างเคย ทั้งยังมีปัญหาอาการบาดเจ็บรุมเร้าไปจนถึงฤดู 2008/09 ทำให้ในช่วง 2 ปีนี้เขาทำประตูให้กับทีมได้น้อยอย่างแจ่มแจ้ง

 

แต่หลังจากการทำ 2 ประตูในนัดเปิดสนามปี 2009/10 ที่พบกับฮัลล์ ซิตี้ ก็เป็นสัญญาณอันดีที่แสดงว่าฟอร์มการเล่นของดิดิเย่ร์ ดร็อกบา จะกลับมาเข้าฝักอีกที ภายหลังที่ในฤดูก่อนหน้านี้เขาโชว์ฟอร์มไม่ค่อยออก โดยลงเล่น 24 นัดทำประตูได้เพียง 5 ประตู แต่ในปีนี้เขาก็กลับมาดูดีอีกรอบ ภายใต้การคุมทีมของ กุส ฮิดดิงค์ ในช่วงต้นฤดูจากนั้นก็ตามด้วยการคุมทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ ที่ให้โอกาสให้ดร็อกบา ได้ลงเล่นคู่กับ นิโคลาส อเนลก้า และนั่นก็มีส่วนช่วยให้เขาทำประตูได้อย่างสม่ำเสมอ จนถึงช่วงคริสต์มาส เขาก็ทำประตูได้ 18 ประตูจากการลงเล่นเพียง 21 นัด

 

ในระหว่างนี้เองที่เขาทำประตูให้เชลซีได้เป็นประตูที่ 100 จากการลงเล่นให้ทีมเป็นนัดที่ 225 นั่นรวมไปถึงการทำ 2 ประตูในเกมที่บุกไปเอาชนะอาร์เซน่อล 3 – 0 ด้วย แต่หลังจากนั้นดร็อกบา ก็ต้องไปรับใช้ทีมชาติไอเวอรี่ โคสท์ ตรงเวลากว่า 1 เดือนในการสู้ศึกแอริกัน เนชั่นคัพ แต่ก็ไม่สามารถช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ไปได้ ภายหลังที่ กลับมาจากการรับใช้ทีมชาติ เขาก็ยังคงมีฟอร์มการเล่นที่ดีอีกที เขาทำ 12 ประตูในการลงเล่น 12 นัด ในฤดูนี้เองดร็อกบาได้รับการโหวตเป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีจากแฟนคลับ พรีเมียร์ ลีก

 

ทางด้านเกมกับทีมชาติ ถือว่าทีมชาติไอเวอรี่ โคสท์ ค่อนข้างโชคร้ายที่ในเกมบอลโลก 2010 ได้อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า "Group of Death" ที่ประกอบด้วยบราซิล, โปรตุเกส และเกาหลีเหนือ แต่ก่อนเริ่มทัวนาเมนต์เขาก็โชคร้ายแขนหักทำให้สามารถช่วยทีมในนัดแรกที่พบ กับโปรตุเกสได้ ส่งในเกมที่ 2 ที่พบกับบราซิล เขาก็ได้ลงเล่นเป็นผู้เล่นสำรอง และช่วยทำประตูให้ทีม 1 ประตูแต่ก็ไม่สามารถต้านบราซิลได้ จึงแพ้ไป 3 – 1 และในที่สุดทีมของเขาก็ต้องตกรอบแรกบอลโลก

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *